Unnamed: 0
int64
0
18.7k
en
stringlengths
2
8.28k
th
stringlengths
2
8.47k
category
stringclasses
2 values
en-th
stringlengths
2
1.13k
800
We call this cognitive control
เราเรียกว่า การควบคุมด้วยการรับรู้
Education
เราเรียกสิ่งนี้ว่าการควบคุมการรับรู้
801
We re using cognition to control our behavior
เราใช้การรับรู้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของเรา
Education
เรากำลังใช้ความรู้ความเข้าใจเพื่อควบคุมพฤติกรรมของเรา
802
Unfortunately, this is also the first part of our brainthat goes offline when we get stressed out, which isn t that helpful
โชคร้ายนะครับสมองส่วนนี้ยังเป็นสมองส่วนแรกที่ถูกตัดการทำงานเวลาที่เราเครียดซึ่งไม่เป็นประโยชน์เท่าไร
Education
น่าเสียดายที่นี่เป็นส่วนแรกของสมองของเราที่จะออฟไลน์เมื่อเราเครียด ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรนัก
803
Now, we can all relate to this in our own experience
ตอนนี้ เราสามารถเชื่อมโยงสิ่งนี้ กับประสบการณ์ของเรา
Education
ตอนนี้เราทุกคนสามารถเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ได้จากประสบการณ์ของเราเอง
804
We re much more likely to do things like yell at our spouse or kidswhen we re stressed out or tired, even though we know it s not going to be helpful
เรามักจะทำสิ่งต่าง ๆ เช่น ขึ้นเสียงใส่คู่สมรสหรือลูก ๆเวลาที่เราเครียดหรือเหน็ดเหนื่อยแม้จะรู้ว่ามันไม่เป็นประโยชน์เลย
Education
เรามีแนวโน้มที่จะทำสิ่งต่างๆ เช่น ตะโกนใส่คู่ครองหรือลูกๆ ของเราเมื่อเราเครียดหรือเหนื่อย แม้ว่าเราจะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์
805
We just can t help ourselves
แต่เราก็ห้ามตัวเองไม่ได้
Education
เราแค่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
806
When the prefrontal cortex goes offline, we fall back into our old habits, which is why this disenchantment is so important
เมื่อสมองคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า ถูกตัดการทำงานเราก็กลับไปยังพฤติกรรมเดิม ๆซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม การหลุดจากมนต์สะกดจึงสำคัญนัก
Education
เมื่อเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้าออฟไลน์ เราจะถอยกลับไปสู่นิสัยเก่าของเรา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการคลายความลุ่มหลงนี้จึงสำคัญมาก
807
Seeing what we get from our habitshelps us understand them at a deeper level to know it in our bonesso we don t have to force ourselves to hold backor restrain ourselves from behavior
การรู้ว่าเมื่อทำนิสัยนั้น จะทำให้เกิดอะไรจะเกิดขึ้นช่วยให้เราเข้าใจในระดับลึกลงไป รู้ซึ้งถึงกระดูกดำฉะนั้นเราจึงไม่ต้องบังคับตัวเอง ให้หยุดหรืออดกลั้นหรือไม่ให้ทำพฤติกรรมนั้น ๆ
Education
การเห็นสิ่งที่เราได้จากนิสัยช่วยให้เราเข้าใจมันในระดับที่ลึกลงไปถึงรู้ถึงกระดูกของเราเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องบังคับตัวเองให้รั้งหรือยับยั้งตัวเองจากพฤติกรรม
808
We re just less interested in doing it in the first place
เราแค่สนใจที่จะทำมันน้อยลงแต่แรกแล้ว
Education
เราสนใจที่จะทำมันน้อยลงตั้งแต่แรก
809
And this is what mindfulness is all about Seeing really clearly what we get when we get caught up in our behaviors, becoming disenchanted on a visceral leveland from this disenchanted stance, naturally letting go
และนี่ก็คือ ทั้งหมดของการมีสมาธิการเห็นสิ่งที่จะได้รับอย่างชัดแจ้ง เมื่อเราติดแหง็กกับพฤติกรรมของเรากลายเป็นหลุดจากมนต์สะกดจากภายในและจากการอยู่อย่างหลุดจากมนต์สะกดนี้เอง ทำให้เราปล่อยวางได้
Education
และนี่คือความเจริญสติ คือ การเห็นชัดแจ้งถึงสิ่งที่เราได้รับเมื่อเราจมอยู่กับพฤติกรรมของเรา หลุดพ้นจากกิริยาภายใน และจากอิริยาบถที่ไม่แยแสนี้ ปล่อยวางโดยธรรมชาติ
810
This isn t to say that, poof, magically we quit smoking
ไม่ใช่ว่า อยู่ดีๆ เราจะเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างอัศจรรย์
Education
นี่ไม่ได้เป็นการบอกว่า ไอ้เวร เราเลิกบุหรี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
811
But over time, as we learn to see more and more clearlythe results of our actions, we let go of old habits and form new ones
แต่เป็นการที่เราได้เรียนรู้ ที่จะเห็นผลจากการกระทำได้อย่างชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปต่างหากเราจะเลิกนิสัยเก่าและสร้างนิสัยใหม่ขึ้น
Education
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเราเรียนรู้ที่จะเห็นผลลัพธ์ของการกระทำของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เราก็ละทิ้งนิสัยเก่าและสร้างนิสัยใหม่
812
The paradox hereis that mindfulness is just about being really interestedin getting close and personalwith what s actually happening in our bodies and mindsfrom moment to moment
ความย้อนแย้งในที่นี้ก็คือการมีสมาธิจดจ่อเป็นเพียงแค่การให้สนใจที่มากขึ้นเข้าไปใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ในร่างกายและจิตใจของเราในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง
Education
ความขัดแย้งตรงนี้ก็คือการมีสติเป็นเพียงความสนใจจริงๆ ที่จะเข้าไปใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในร่างกายและจิตใจของเราเป็นครั้งคราว
813
This willingness to turn toward our experiencerather than trying to make unpleasant cravings go away as quickly as possible
ความพอใจ ที่จะเปลี่ยนเข้าหาประสบการณ์ของเราแทนที่จะพยายามกำจัดความอยาก ที่ไม่น่าพอใจออกไปให้เร็วที่สุด
Education
ความเต็มใจที่จะหันไปหาประสบการณ์ของเราแทนที่จะพยายามทำให้ความอยากอันไม่พึงประสงค์หายไปโดยเร็วที่สุด
814
And this willingness to turn toward our experienceis supported by curiosity, which is naturally rewarding
และความพอใจที่จะเปลี่ยนเข้าหาประสบการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากความอยากรู้ซึ่งเป็นการให้รางวัลโดยธรรมชาติ
Education
และความเต็มใจที่จะหันไปหาประสบการณ์ของเรานี้ได้รับการสนับสนุนจากความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นรางวัลตามธรรมชาติ
815
What does curiosity feel like?It feels good
ความอยากรู้นั้นให้ความรู้สึกอย่างไรมันให้ความรู้สึกดีครับ
Education
ความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างไร?รู้สึกดี
816
And what happens when we get curious?We start to notice that cravings are simply made up of body sensations oh, there s tightness, there s tension, there s restlessness and that these body sensations come and go
และอะไรเกิดขึ้น เมื่อเราอยากรู้เราเริ่มสังเกตได้ว่า ความอยากเกิดขึ้นจากสัมผัสของร่างกาย โอ นั่นความตึงเครียด ความเมื่อยล้านั่นคือการนอนไม่พอ และนั่นคือสัมผัสของร่างกายนั้น เกิดขึ้นและจากไป
Education
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเกิดความอยากรู้อยากเห็น เราเริ่มสังเกตว่าความอยากนั้นเป็นเพียงความรู้สึกทางร่างกาย มีความตึง มีความตึง มีความกระสับกระส่าย และความรู้สึกทางร่างกายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วผ่านไป
817
These are bite size pieces of experiencesthat we can manage from moment to momentrather than getting clobbered by this huge, scary cravingthat we choke on
พวกนี้คือประสบการณ์เล็ก ๆที่เราสามารถจัดการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆแทนที่จะถูกกำกับ จากความอยากที่มากและน่ากลัวซึ่งเราสำลักมันอยู่
Education
สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ขนาดพอดีคำที่เราสามารถจัดการได้เป็นครั้งคราว แทนที่จะถูกปิดกั้นด้วยความอยากอันใหญ่โตและน่ากลัวที่เราสำลัก
818
In other words, when we get curious, we step out of our old, fear based, reactive habit patterns, and we step into being
พูดได้อีกอย่างว่า เมื่อเราอยากรู้เราก้าวผ่านตัวเราที่ใช้รูปแบบนิสัยเดิม ๆ ในการโต้ตอบซึ่งเกิดจากความกลัวและเราได้เดินเข้าไปหาการมีสติ
Education
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเราอยากรู้อยากเห็น เราจะก้าวออกจากรูปแบบนิสัยเก่าที่มีพื้นฐานมาจากความกลัว และตอบสนอง และเราก้าวเข้าสู่การเป็น
819
We become this inner scientistwhere we re eagerly awaiting that next data point
เรากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่รอคอยข้อมูลต่อไปอย่างกระตือร้นร้น
Education
เรากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ภายใน โดยที่เรารอคอยจุดข้อมูลต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
820
Now, this might sound too simplistic to affect behavior
ครับ อาจฟังดูง่ายเกินไป สำหรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
Education
ตอนนี้อาจฟังดูง่ายเกินไปที่จะส่งผลต่อพฤติกรรม
821
But in one study, we found that mindfulness trainingwas twice as good as gold standard therapy at helping people quit smoking
แต่จากการศึกษาหนึ่งเราพบว่าการฝึกสมาธิช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้เป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับการบำบัดแบบมาตราฐานสูง
Education
แต่ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง เราพบว่าการฝึกสตินั้นดีเป็นสองเท่าของการบำบัดแบบมาตรฐานทองคำในการช่วยให้ผู้คนเลิกสูบบุหรี่
822
So it actually works
ดังนั้น วิธีนี้ใช้ได้ผลครับ
Education
ดังนั้นมันจึงใช้งานได้จริง
823
And when we studied the brains of experienced meditators, we found that parts of a neural network of self referential processingcalled the default mode networkwere at play
และเมื่อเราศึกษาสมอง ของผู้มีประสบการณ์ในการทำสมาธิแล้วพบว่าเครือข่ายประสาท ที่เกี่ยวข้องกระบวนการสะท้อนตัวเองที่เรียกว่าเครือข่ายแบบอัตโนมัติ มีบทบาทในกระบวนการนี้
Education
และเมื่อเราศึกษาสมองของผู้ทำสมาธิที่มีประสบการณ์ เราพบว่าบางส่วนของโครงข่ายประสาทเทียมของการประมวลผลการอ้างอิงตนเองที่เรียกว่าเครือข่ายโหมดเริ่มต้นนั้นกำลังมีบทบาทอยู่
824
Now, one current hypothesis is that a region of this network, called the posterior cingulate cortex, is activated not necessarily by craving itselfbut when we get caught up in it, when we get sucked in, and it takes us for a ride
สมมติฐานหนึ่งของเราคือ บริเวณหนึ่งของเครือข่ายประสาทที่เรียกว่าโพสทีเรียซิงกูเลทคอร์เท็กซ์ ถูกกระตุ้น โดยไม่จำเป็นว่า จะต้องเป็นการกระตุ้นจากความอยากเท่านั้นแต่เมื่อเราหมกหมุ่นกับความอยาก เมื่อเราถูกมันหลอกและเราก็จะตกหลุมพราง
Education
สมมติฐานหนึ่งในปัจจุบันก็คือ บริเวณของโครงข่ายนี้ ที่เรียกว่าคอร์เทกซ์ซิงกูเลตส่วนหลัง นั้นไม่ได้ถูกกระตุ้นโดยความอยากในตัวเอง แต่เมื่อเราจมอยู่ในนั้น เมื่อเราถูกดูดเข้าไป และมันจะพาเราออกเดินทาง
825
In contrast, when we let go step out of the processjust by being curiously aware of what s happening this same brain region quiets down
ในทางตรงข้าม เมื่อเราปล่อยวาง ก้าวออกจากกระบวนการโดยการรู้ตัวจากการอยากรู้ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นสมองส่วนเดียวกันนี้จะทำงานน้อยลง
Education
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราปล่อยวางออกจากกระบวนการเพียงรับรู้อย่างอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบริเวณสมองเดียวกันนี้ก็จะเงียบลง
826
Now we re testing app and online based mindfulness training programsthat target these core mechanismsand, ironically, use the same technology that s driving us to distractionto help us step out of our unhealthy habit patternsof smoking, of stress eating and other addictive behaviors
ตอนนี้ เรากำลังทดสอบแอพพลิเคชั่น และโปรแกรมฝึกสติออนไลน์ที่มุ่งเป้าหมายไปที่กลไกหลักเหล่านี้และราวกับเป็นการประชด ที่นำเทคโนโลยีเดียวกันนี้ ที่ทำให้เราถูกเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อมาช่วยให้เราเลิกนิสัยที่ไม่ดีได้ทั้งการสูบบุหรี่ การกินเมื่อเครียด และการเสพติดอื่น ๆ
Education
ตอนนี้เรากำลังทดสอบแอปและโปรแกรมการฝึกสติแบบออนไลน์ที่กำหนดเป้าหมายกลไกหลักเหล่านี้ และใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับที่กระตุ้นให้เราเสียสมาธิเพื่อช่วยให้เราหลุดพ้นจากรูปแบบนิสัยที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีความเครียด และพฤติกรรมเสพติดอื่นๆ
827
Now, remember that bit about context dependent memory?We can deliver these tools to peoples fingertipsin the contexts that matter most
ทีนี้ คุณยังจำเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำ ที่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้ใช่ไหมครับเราสามารถส่งสิ่งนี้ ไปยังปลายนิ้วของคนอื่น ๆในแบบที่มีความหมายที่สุด
Education
ตอนนี้ จำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับหน่วยความจำที่ขึ้นกับบริบทได้ไหม เราสามารถส่งมอบเครื่องมือเหล่านี้ไปยังปลายนิ้วของผู้คนในบริบทที่สำคัญที่สุด
828
So we can help themtap into their inherent capacity to be curiously awareright when that urge to smoke or stress eat or whatever arises
ช่วยพวกเขาให้ใช้ประโยชน์จากความสามารถที่มีตามธรรมชาติ ในการรู้ตัวจากความอยากรู้ในตอนที่อยากสูบบุหรี่ อยากกินตอนเครียด หรือเมื่อความอยากอื่น ๆ เกิดขึ้น
Education
ดังนั้นเราจึงสามารถช่วยให้พวกเขาเข้าถึงความสามารถโดยธรรมชาติของพวกเขาที่จะรับรู้อย่างอยากรู้อยากเห็นเมื่อความอยากสูบบุหรี่หรือความเครียดกินหรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้น
829
So if you don t smoke or stress eat, maybe the next time you feel this urge to check your email when you re bored, or you re trying to distract yourself from work, or maybe to compulsively respond to that text message when you re driving, see if you can tap into this natural capacity, just be curiously awareof what s h...
เมื่อคุณไม่อยากสูบบุหรี่ ไม่อยากกินตอนเครียดแล้วครั้งหน้า เมื่อคุณรู้สึก อยากจะเช็คอีเมลตอนที่เบื่อ ๆหรือพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจ ออกจากงานของตัวเองหรือการพยายามตอบข้อความ ตอนที่กำลังขับรถลองใช้ความสามารถตามธรรมชาติของเรานี้ลองรู้ตัวจากความอยากรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในร่างกายและความคิด กำลังเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานั้น
Education
ดังนั้น หากคุณไม่สูบบุหรี่หรือทานอาหารจนเครียด ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกอยากเช็คอีเมลเมื่อคุณรู้สึกเบื่อ หรือคุณกำลังพยายามหันเหความสนใจจากงาน หรืออาจจะพยายามตอบข้อความนั้นเมื่อคุณขับรถ ดูว่าคุณสามารถใช้ความสามารถตามธรรมชาตินี้ได้หรือไม่ เพียงแค่ตระหนักรู้อย่างอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกายและจิตใจของคุณในขณะนั้น
830
It will just be another chanceto perpetuate one of our endless and exhaustive habit loops
มันอาจเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะทำให้วงจรนิสัยนี้ให้ ยังคงคอยบั่นทอนพลังเราอย่างไม่รู้จบ
Education
มันจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะสานต่อหนึ่งในวงจรนิสัยที่ไม่มีที่สิ้นสุดและละเอียดถี่ถ้วนของเรา
831
or step out of it
หรือเป็นโอกาสที่จะได้ก้าวออกมา
Education
หรือก้าวออกจากมัน
832
Instead of see text message, compulsively text back, feel a little bit better notice the urge, get curious, feel the joy of letting goand repeat
แทนที่จะดูข้อความ พยายามที่จะตอบกลับรู้สึกดีขึ้นสักนิด รับรู้ความอยากสงสัยใคร่รู้รู้สึกดีที่ปล่อยวางมันไปและทำซ้ำอีก
Education
แทนที่จะเห็นข้อความ บีบบังคับตอบ รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย สังเกตความต้องการ อยากรู้อยากเห็น รู้สึกสนุกที่ได้ปล่อยไป และพูดซ้ำ
833
Thank you
ขอบคุณครับ
Education
ขอบคุณ
834
null
null
Education
null
835
So, I ll be speaking to you using language
เอาล่ะ ฉันจะใช้ภาษาสื่อสารกับคุณ
Education
งั้นฉันจะคุยกับคุณโดยใช้ภาษา
836
because I can
เพราะฉันทำได้
Education
เพราะฉันทำได้
837
This is one these magical abilities that we humans have
มันเป็นความสามารถพิเศษหนึ่ง ที่มนุษย์อย่างเรามี
Education
นี่คือความสามารถมหัศจรรย์ประการหนึ่งที่มนุษย์เรามี
838
We can transmit really complicated thoughts to one another
เราสามารถถ่ายทอด ความคิดที่ซับซ้อนไปสู่คนอื่นได้
Education
เราสามารถถ่ายทอดความคิดที่ซับซ้อนจริงๆ ให้กันและกันได้
839
So what I m doing right now is, I m making sounds with my mouthas I m exhaling
และสิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ คือการเปล่งเสียงจากปากขณะหายใจออก
Education
ดังนั้นสิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือฉันกำลังส่งเสียงทางปากขณะที่หายใจออก
840
I m making tones and hisses and puffs, and those are creating air vibrations in the air
ฉันใช้น้ำเสียง สูดลมหายใจ และเบาลมสร้างให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในอากาศ
Education
ฉันกำลังส่งเสียง ฟู่ และพัฟ และสิ่งเหล่านี้กำลังสร้างการสั่นสะเทือนของอากาศในอากาศ
841
Those air vibrations are traveling to you, they re hitting your eardrums, and then your brain takes those vibrations from your eardrumsand transforms them into thoughts
คลื่นเสียงเหล่านั้นเดินทางไปสู่พวกคุณกระทบเข้าที่แก้วหูจากนั้นประสาทรับเสียงถูกกระตุ้น แล้วส่งสัญญาณไปยังสมองและแปลความหมายของคลื่นเสียงเป็นความคิด
Education
แรงสั่นสะเทือนของอากาศกำลังเดินทางมาหาคุณ มันกระทบแก้วหูของคุณอีกครั้ง จากนั้นสมองของคุณก็จะดึงแรงสั่นสะเทือนเหล่านั้นจากแก้วหูของคุณ และเปลี่ยนมันให้เป็นความคิด
842
I hope
หวังว่าจะใช่นะ
Education
ฉันหวังว่า
843
I hope that s happening
หวังว่านั่นจะเกิดขึ้นนะ
Education
ฉันหวังว่ามันจะเกิดขึ้น
844
So because of this ability, we humans are able to transmit our ideasacross vast reaches of space and time
และด้วยความสามารถนี้ มนุษย์เราจึงสื่อสารและส่งความคิดผ่านที่ว่างอันกว้างขางและเวลา
Education
ดังนั้นด้วยความสามารถนี้ มนุษย์จึงสามารถถ่ายทอดความคิดของเราข้ามอวกาศและเวลาอันกว้างใหญ่ได้
845
We re able to transmit knowledge across minds
เรายังสามารถถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน
Education
เราสามารถถ่ายทอดความรู้สู่จิตใจได้อีกครั้ง
846
I can put a bizarre new idea in your mind right now
และยังใส่ความคิดแปลก ๆ ในหัวของพวกคุณได้ในขณะเดียวกัน
Education
ฉันสามารถใส่ความคิดใหม่ที่แปลกประหลาดในใจของคุณได้ตอนนี้
847
I could say, Imagine a jellyfish waltzing in a librarywhile thinking about quantum mechanics Now, if everything has gone relatively well in your life so far, you probably haven t had that thought before
ฉันอาจพูดว่า ลองจินตนาการถึงแมงกะพรุน ที่กำลังเต้นรำในห้องสมุดขณะทบทวนกลศาสตร์ควอนตัม จนตอนนี้ หากคุณดำเนินชีวิต อย่างเรียบง่ายตลอดมาคุณคงไม่เคยคิดถึงอะไรแบบนั้น
Education
ฉันสามารถพูดได้ว่า ลองนึกภาพแมงกะพรุนที่กำลังเดินเล่นอยู่ในห้องสมุดพร้อมกับคิดถึงกลศาสตร์ควอนตัม ทีนี้ ถ้าทุกอย่างผ่านไปด้วยดีในชีวิตของคุณ คุณคงไม่เคยคิดแบบนั้นมาก่อน
848
But now I ve just made you think it, through language
แต่ตอนนี้ฉันทำให้คุณเห็นภาพนั้นได้ผ่านการใช้ภาษา
Education
แต่ตอนนี้ฉันแค่ทำให้คุณคิดผ่านภาษา
849
Now of course, there isn t just one language in the world, there are about 7, 000 languages spoken around the world
และแน่นอน ไม่ได้มีเพียงภาษาเดียวบนโลกใบนี้มีภาษาที่ใช้สื่อสารกันอยู่ ถึงกว่า 7, 000 ภาษาทั่วโลก
Education
แน่นอนว่าในโลกไม่ได้มีแค่ภาษาเดียว แต่มีประมาณ 7,000 ภาษาที่พูดกันทั่วโลก
850
And all the languages differ from one another in all kinds of ways
และภาษาเหล่านั้นก็แตกต่างกัน ในหลาย ๆ แง่มุม
Education
และทุกภาษาก็มีความแตกต่างกันในทุกด้าน
851
Some languages have different sounds, they have different vocabularies, and they also have different structures very importantly, different structures
บางภาษาแตกต่างกันที่เสียงบางภาษาแตกต่างกันที่ศัพท์บางภาษาแตกต่างกันทางโครงสร้างความแตกต่างทางโครงสร้างนี่แหละที่สำคัญ
Education
บางภาษามีเสียงต่างกัน มีคำศัพท์ต่างกัน และยังมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ที่สำคัญมากคือโครงสร้างต่างกัน
852
That begs the question Does the language we speak shape the way we think?Now, this is an ancient question
นั่นนำมาสู่คำถามที่ว่า ภาษากำหนดวิธีคิดของเราหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่มีมาตั้งแต่โบราณ
Education
นั่นทำให้เกิดคำถามว่าภาษาที่เราพูดส่งผลต่อวิธีคิดของเราหรือเปล่า นี่เป็นคำถามโบราณ
853
People have been speculating about this question forever
ที่เรายังคงตั้งสมมติฐาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดมา
Education
ผู้คนต่างคาดเดาเกี่ยวกับคำถามนี้มาโดยตลอด
854
Charlemagne, Holy Roman emperor, said, To have a second language is to have a second soul strong statement that language crafts reality
ชาร์เลอมาญ จักรพรรดิแห่งโรมัน กล่าวไว้ว่า การมีภาษาที่สอง คือการมีจิตวิญญาณอีกดวง คำกล่าวที่ชี้ชัดว่า ภาษาประกอบสร้างความเป็นจริง
Education
ชาร์ลมาญ จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า การมีภาษาที่สองคือการมีจิตวิญญาณที่สองที่เข้มแข็งว่าภาษาสร้างความเป็นจริง
855
But on the other hand, Shakespeare has Juliet say, What s in a name?A rose by any other name would smell as sweet Well, that suggests that maybe language doesn t craft reality
แต่อีกด้านหนึ่ง จูเลียตของเชกสเปียร์ก็พูดไว้ว่า จักเรียกว่าอะไรหากกุหลาบในภาษาอื่น อาจหมายถึงของหวาน ฉะนั้น บางทีภาษาอาจไม่ใช่ ตัวกำหนดความเป็นจริง
Education
แต่ในทางกลับกัน เชกสเปียร์ให้จูเลียตพูดว่า ชื่ออะไร ดอกกุหลาบที่ใช้ชื่ออื่นจะมีกลิ่นหอม นั่นแสดงว่าบางทีภาษาไม่ได้สร้างความเป็นจริงขึ้นมา
856
These arguments have gone back and forth for thousands of years
มีข้อถกเถียงเหล่านี้มากมาย เกิดขึ้นตลอดหลายพันปี
Education
ข้อโต้แย้งเหล่านี้กลับไปกลับมาเป็นเวลาหลายพันปี
857
But until recently, there hasn t been any datato help us decide either way
จนกระทั่งตอนนี้ ก็ยังไม่มีข้อเสนอใดที่ช่วยให้เราตัดสินใจเชื่อสักทาง
Education
แต่จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ทั้งสองทาง
858
Recently, in my lab and other labs around the world, we ve started doing research, and now we have actual scientific data to weigh in on this question
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องวิจัยของฉัน และอีกหลายแห่งทั่วโลกเราได้ริเริ่มค้นคว้าและได้พบข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับคำถามนี้
Education
เมื่อเร็วๆ นี้ ในห้องทดลองของฉันและห้องทดลองอื่นๆ ทั่วโลก เราได้เริ่มทำการวิจัย และตอนนี้เรามีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จริงที่จะชั่งน้ำหนักในคำถามนี้
859
So let me tell you about some of my favorite examples
ฉะนั้นขอให้ฉันได้เล่าถึง ตัวอย่างศึกษาที่ฉันโปรดปราน
Education
ให้ฉันบอกคุณเกี่ยวกับตัวอย่างที่ฉันชื่นชอบบางส่วน
860
I ll start with an example from an Aboriginal community in Australiathat I had the chance to work with
ขอเริ่มจากตัวอย่าง จากชุมชนชาวอะบอริจินในออสเตรเลียที่ฉันมีโอกาสได้ร่วมงานด้วย
Education
ฉันจะเริ่มต้นด้วยตัวอย่างจากชุมชนชาวอะบอริจินในออสเตรเลียที่ฉันมีโอกาสร่วมงานด้วย
861
These are the Kuuk Thaayorre people
นี่คือชาวคุกทายอร์
Education
เหล่านี้คือชาวกึกท้ายอร์
862
They live in Pormpuraaw at the very west edge of Cape York
พวกเขาอาศัยอยู่ในปอร์มปูราอาว ตะวันตกสุดของเคปยอร์ก
Education
พวกเขาอาศัยอยู่ในพอร์มปุระทางขอบตะวันตกของเคปยอร์ก
863
What s cool about Kuuk Thaayorre is, in Kuuk Thaayorre, they don t use words like left and right, and instead, everything is in cardinal directions north, south, east and west
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับชาวคุกทายอร์ชาวคุกทายอร์ไม่ใช้ศัพท์ เช่น ซ้าย หรือ ขวา และเพื่อบอกทิศทางทุกอย่าง พวกเขาใช้ศัพท์ตามเข็มทิศเหนือ ใต้ ออก ตก
Education
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคึกคักทาเยอร์คือ ในคึกคัก ท่ายอเรไม่ใช้คำแบบซ้ายและขวา แต่ทุกอย่างกลับอยู่ในทิศทางสำคัญ เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก
864
And when I say everything, I really mean everything
ที่ฉันบอกว่าทุกอย่าง ฉันหมายถึงทุกอย่างจริง ๆ
Education
และเมื่อฉันพูดทุกอย่าง ฉันหมายถึงทุกอย่างจริงๆ
865
You would say something like, Oh, there s an ant on your southwest leg Or, Move your cup to the north northeast a little bit In fact, the way that you say hello in Kuuk Thaayorre is you say, Which way are you going? And the answer should be, North northeast in the far distance
คุณควรพูดเช่นนี้ว่า นี่เธอ มีมดเกาะอยู่ บนขาข้างตะวันตกเฉียงใต้ หรือ ช่วยขยับแก้วของคุณ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือนิดหนึ่ง อันที่จริง เราจะกล่าว สวัสดี ในภาษาคุกทายอร์โดยพูดว่า คุณกำลังไปทางไหน และคุณควรจะตอบว่า ขึ้นไปเรื่อย ๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ
Education
คุณจะพูดประมาณว่า อ้อ มีมดอยู่ที่ขาทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือ ขยับถ้วยไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกนิด จริงๆ แล้ววิธีทักทายในภาษากึกทักยอก็คือ คุณจะพูดว่า ไปทางไหน? และคำตอบน่าจะเป็น ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือที่ห่างไกล
866
How about you? So imagine as you re walking around your day, every person you greet, you have to report your heading direction
แล้วคุณล่ะ? ฉะนั้น คิดดูว่าขณะที่คุณกำลังเดินทาง ไปไหนต่อไหนระหว่างวันทุกครั้งที่คุณทักทายใครคุณต้องบอกทิศทางที่กำลังเดินไปด้วย
Education
แล้วคุณล่ะ ลองจินตนาการว่าขณะที่คุณกำลังเดินไปรอบๆ วัน ทุกคนที่คุณทักทาย คุณจะต้องรายงานทิศทางที่คุณกำลังมุ่งหน้าไป
867
But that would actually get you oriented pretty fast, right?Because you literally couldn t get past hello, if you didn t know which way you were going
ซึ่งนั่นจะทำให้คุณระบุทิศทาง ได้รวดเร็วขึ้น ถูกไหมเพราะคุณไม่สามารถ ต่อบทคำว่า สวัสดี ไปได้หากคุณไม่ทราบแน่ชัด ว่าคุณกำลังไปทิศทางใด
Education
แต่นั่นจะทำให้คุณมีทิศทางค่อนข้างเร็วใช่ไหม? เพราะคุณไม่สามารถผ่านสวัสดีได้อย่างแท้จริงหากคุณไม่รู้ว่าคุณกำลังไปทางไหน
868
In fact, people who speak languages like this stay oriented really well
อันที่จริง ผู้คนที่ใช้ภาษาเช่นนี้ ต่างก็ระบุทิศทางได้ดี
Education
ในความเป็นจริงแล้ว คนที่พูดภาษาแบบนี้จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างดี
869
They stay oriented better than we used to think humans could
พวกเขาระบุทิศทางได้ดี เกินกว่าที่เราเชื่อว่ามนุษย์จะทำได้
Education
พวกเขายังคงมุ่งเน้นดีกว่าที่เราเคยคิดว่ามนุษย์สามารถทำได้
870
We used to think that humans were worse than other creaturesbecause of some biological excuse Oh, we don t have magnets in our beaks or in our scales No; if your language and your culture trains you to do it, actually, you can do it
เราเคยเชื่อว่ามนุษย์นั้น แย่กว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆโดยโทษปัญหาเชิงกายภาพ โธ่ เราไม่มีแม่เหล็ก อยู่ที่จะงอยปากหรือครีบเสียหน่อย นั่นไม่จริง เพราะหากภาษาและวัฒนธรรม บ่มเพาะให้คุณทำท้ายที่สุด คุณจะทำมันได้
Education
เราเคยคิดว่ามนุษย์แย่กว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เนื่องจากข้อแก้ตัวทางชีวภาพ โอ้ เราไม่มีแม่เหล็กอยู่ในปากหรือในตาชั่งของเรา ไม่เลย; ถ้าภาษาและวัฒนธรรมของคุณฝึกให้คุณทำแบบนั้น จริงๆ แล้วคุณก็ทำได้
871
There are humans around the world who stay oriented really well
ยังมีมนุษย์อีกมากทั่วโลก ที่ระบุทิศทางได้ดี
Education
มีมนุษย์ทั่วโลกที่มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างดี
872
And just to get us in agreementabout how different this is from the way we do it, I want you all to close your eyes for a secondand point southeast
และเพื่อให้ทุกคนเห็นด้วยถึงความแตกต่างของแต่ละคน เนื่องมาจากการใช้ภาษาของเรา ๆฉันอยากให้พวกคุณลองหลับตาสักครู่และชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
Education
และเพื่อให้เราเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งนี้แตกต่างจากวิธีที่เราทำ ฉันอยากให้ทุกคนหลับตาสักครู่และชี้ไปทางตะวันออกเฉียงใต้
873
Keep your eyes closed Point
หลับตาไว้ และชี้
Education
ปิดตาของคุณจุด
874
OK, so you can open your eyes
เอาล่ะ ลืมตาได้
Education
ตกลงเพื่อให้คุณเปิดตาได้
875
I see you guys pointing there, there, there, there, there
ฉันเห็นพวกคุณชี้ไปทางนี้ ทางนั้น ทางโน้น และทางโน้น
Education
ฉันเห็นพวกคุณชี้ไปทางนั้น ตรงนั้น ตรงนั้น
876
I don t know which way it is myself You have not been a lot of help
ซึ่งฉันเองก็ไม่ทราบหรอกว่ามันคือตรงไหน ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้เช่นกัน
Education
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง คุณช่วยได้ไม่มากนัก
877
So let s just say the accuracy in this room was not very high
เอาเป็นว่าความแม่นยำของคน ในห้องนี้ไม่สูงเท่าไรนัก
Education
เอาเป็นว่าความแม่นยำในห้องนี้ไม่สูงมาก
878
This is a big difference in cognitive ability across languages, right?Where one group very distinguished group like you guys doesn t know which way is which, but in another group, I could ask a five year old and they would know
นี่คือความแตกต่างของระดับสติปัญญา ในกลุ่มผู้ใช้ภาษาที่ต่างกันในเมื่อกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมเช่นพวกคุณไม่รู้ว่าทิศไหนเป็นทิศไหนแต่อีกกลุ่มแม้ฉันเข้าไปถามเด็ก 5 ขวบ พวกเขาก็สามารถตอบได้
Education
นี่เป็นความแตกต่างอย่างมากในความสามารถทางปัญญาในภาษาต่างๆ ใช่ไหม โดยที่กลุ่มหนึ่งที่มีความโดดเด่นมากอย่างพวกคุณไม่รู้ว่าทางไหนเป็นทางไหน แต่ในอีกกลุ่มหนึ่ง ผมสามารถถามเด็กอายุ 5 ขวบได้ แล้วพวกเขาจะรู้
879
There are also really big differences in how people think about time
ยังมีความแตกต่างอย่างมากใน วิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องของเวลา
Education
วิธีคิดของผู้คนเกี่ยวกับเวลามีความแตกต่างกันอย่างมาก
880
So here I have pictures of my grandfather at different ages
และนี่คือภาพคุณปู่ของฉัน ในแต่ละช่วงวัยของเขา
Education
เลยมีรูปคุณปู่ในวัยต่างๆ มาฝากค่ะ
881
And if I ask an English speaker to organize time, they might lay it out this way, from left to right
เมื่อฉันขอให้คนที่ใช้ภาษาอังกฤษ เรียงลำดับเวลาพวกเขาจะเรียงมันตามนี้จากซ้ายไปขวา
Education
และถ้าฉันขอให้ผู้พูดภาษาอังกฤษจัดเวลา พวกเขาอาจจะจัดเวลาเรียงจากซ้ายไปขวา
882
This has to do with writing direction
เหมือนกับทิศทางของการเขียน
Education
สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับทิศทางการเขียน
883
If you were a speaker of Hebrew or Arabic, you might do it going in the opposite direction, from right to left
แต่ถ้าคุณใช้ภาษาฮิบรูหรืออาหรับล่ะก็คุณมักจะเรียงภาพดังกล่าว ในทิศทางตรงข้ามกันจากขวาไปซ้าย
Education
หากคุณเป็นผู้พูดภาษาฮีบรูหรืออารบิก คุณอาจพูดในทิศทางตรงกันข้ามจากขวาไปซ้าย
884
But how would the Kuuk Thaayorre, this Aboriginal group I just told you about, do it?They don t use words like left and right Let me give you hint
แล้วสำหรับชาวคุกทายอร์ล่ะหากให้กลุ่มชาวอะบอริจิน ที่ฉันเพิ่งพูดถึงเรียงลำดับพวกเขาไม่ใช้ศัพท์เช่น ซ้าย หรือ ขวา ให้ฉันใบ้สักหน่อย
Education
แต่กุ๊ก ท้ายอเร กลุ่มอะบอริจินที่ผมเพิ่งเล่าให้ฟังจะทำยังไงล่ะคะ ไม่ใช้คำแบบ ซ้ายและขวา ขอบอกใบ้หน่อยค่ะ
885
When we sat people facing south, they organized time from left to right
เมื่อเรานั่งหันหน้าไปทางใต้ทิศทางของเวลาจะเดินจากซ้ายไปขวา
Education
เมื่อเรานั่งคนหันหน้าไปทางทิศใต้ พวกเขาจัดเวลาจากซ้ายไปขวา
886
When we sat them facing north, they organized time from right to left
เมื่อเรานั่งหันหน้าไปทางเหนือทิศทางของเวลาจะเดินจากขวาไปซ้าย
Education
เมื่อเรานั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ พวกเขาก็จัดเวลาจากขวาไปซ้าย
887
When we sat them facing east, time came towards the body
เมื่อเรานั่งหันหน้าไปทางตะวันออกทิศทางของเวลาจะเดินสวนเราไป
Education
เมื่อเรานั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เวลาก็มาถึงกาย
888
What s the pattern?East to west, right?So for them, time doesn t actually get locked on the body at all, it gets locked on the landscape
รูปแบบเป็นอย่างไร?ตะวันออกไปตะวันตก ถูกไหม?ฉะนั้นสำหรับพวกเขา เวลาไม่ได้ยึดจากร่างกายมันยึดจากภูมิประเทศ
Education
รูปแบบคืออะไร ตะวันออกไปตะวันตก ใช่ไหม ดังนั้นสำหรับพวกเขา เวลาไม่ได้ล็อคอยู่กับร่างกายเลย แต่มันล็อคอยู่กับภูมิประเทศ
889
So for me, if I m facing this way, then time goes this way, and if I m facing this way, then time goes this way
สำหรับฉัน ถ้าฉันหันไปทางนี้เวลาจะเดินไปทางนี้และหากฉันหันไปทางนี้ เวลาก็จะเดินไปทางนี้
Education
ดังนั้นสำหรับฉัน ถ้าฉันกำลังหันหน้าไปทางนี้ เวลาก็จะไปทางนี้ และถ้าฉันหันหน้าไปทางนี้ เวลาก็จะไปทางนี้
890
I m facing this way, time goes this way very egocentric of me to have the direction of time chase me aroundevery time I turn my body
ฉันหันทางนี้ เวลาเดินทางนี้เป็นการยึดตัวเองอย่างที่สุดหากว่า ทิศทางของเวลาจะต้องเปลี่ยนไปตามเราทุกครั้งที่เราหมุนตัว
Education
ฉันหันหน้าไปทางนี้ เวลาเดินไปทางนี้ ฉันถือตัวเองเป็นศูนย์กลางมาก มีทิศทางของเวลาไล่ตามฉัน ทุกครั้งที่หันกาย
891
For the Kuuk Thaayorre, time is locked on the landscape
สำหรับชาวคุกทายอร์ เวลาจึงยึดจากภูมิประเทศแทน
Education
สำหรับกุ๊ก ท้ายอร์ เวลาถูกล็อคไว้ที่ภูมิประเทศ
892
It s a dramatically different way of thinking about time
มันเป็นวิธีคิดอันน่าทึ่ง ที่แตกต่างของเรื่องเวลา
Education
มันเป็นวิธีคิดเกี่ยวกับเวลาที่แตกต่างออกไปอย่างมาก
893
Here s another really smart human trick
นี่คือกลอันแสนฉลาดอีกอันของมนุษย์
Education
นี่เป็นเคล็ดลับของมนุษย์ที่ฉลาดอีกอย่างหนึ่ง
894
Suppose I ask you how many penguins are there
สมมุติฉันถามคุณว่า มีเพนกวินอยู่ทั้งหมดกี่ตัว
Education
สมมติว่าฉันถามคุณว่ามีนกเพนกวินกี่ตัว
895
Well, I bet I know how you d solve that problem if you solved it
ซึ่งฉันรู้ดีกว่าพวกคุณ มีวิธีการหาคำตอบนี้อย่างไร
Education
ฉันพนันได้เลยว่าฉันรู้ว่าคุณจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไรถ้าคุณแก้ไขมันได้
896
You went, One, two, three, four, five, six, seven, eight You counted them
เริ่มจาก หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด คุณนับจำนวนพวกมัน
Education
คุณไปแล้ว หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด คุณนับพวกเขาแล้ว
897
You named each one with a number, and the last number you said was the number of penguins
เรียกมันแต่ละตัวด้วยตัวเลขและเลขสุดท้ายที่คุณเรียก คือจำนวนทั้งหมดของเพนกวิน
Education
คุณตั้งชื่อแต่ละตัวด้วยตัวเลข และหมายเลขสุดท้ายที่คุณพูดคือจำนวนนกเพนกวิน
898
This is a little trick that you re taught to use as kids
การนับคือกลเม็ด ที่พวกคุณถูกสอนตั้งแต่ยังเด็ก ๆ
Education
นี่เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณสอนให้ใช้ตั้งแต่เด็กๆ
899
You learn the number list and you learn how to apply it
คุณเรียกรู้เลขลำดับต่าง ๆ และวิธีประยุกต์ใช้มัน
Education
คุณเรียนรู้รายการตัวเลขและเรียนรู้วิธีนำไปใช้