Unnamed: 0
int64
0
18.7k
en
stringlengths
2
8.28k
th
stringlengths
2
8.47k
category
stringclasses
2 values
en-th
stringlengths
2
1.13k
600
We ve learned three big lessons about relationships
เราได้ข้อคิด 3 ข้อหลักๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์
Education
เราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญสามบทเกี่ยวกับความสัมพันธ์
601
The first is that social connections are really good for us, and that loneliness kills
ข้อแรก คือ ความสัมพันธ์ทางสังคม มีประโยชน์กับเรามากและความโดดเดี่ยวฆ่าเรา
Education
ประการแรกคือความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา และความเหงานั้นคร่าชีวิตผู้คน
602
It turns out that people who are more socially connectedto family, to friends, to community, are happier, they re physically healthier, and they live longerthan people who are less well connected
กลายเป็นว่า คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัว เพื่อน และสังคมของเขามีความสุข สุขภาพดี และอายุยืนกว่าคนที่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยกว่า
Education
ปรากฎว่าคนที่ผูกพันทางสังคมกับครอบครัว เพื่อน และชุมชน มีความสุขมากขึ้น มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น และมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีพอ
603
And the experience of loneliness turns out to be toxic
เราพบว่า ประสบการณ์อันโดดเดี่ยวนั้นเป็นพิษ
Education
และประสบการณ์แห่งความเหงาก็กลายเป็นพิษ
604
People who are more isolated than they want to be from othersfind that they are less happy, their health declines earlier in midlife, their brain functioning declines soonerand they live shorter lives than people who are not lonely
คนที่ถูกโดดเดี่ยวจากคนอื่น มากกว่าที่เขาอยากจะเป็นกลายเป็นคนไม่มีความสุขสุขภาพเสื่อมโทรมตั้งแต่ช่วงกลางของชีวิตการทำงานของสมองเสื่อมลงเร็วกว่าและอายุสั้นกว่าคนที่ไม่โดดเดี่ยว
Education
คนที่โดดเดี่ยวมากกว่าที่พวกเขาต้องการจะอยู่ห่างจากคนอื่นพบว่าพวกเขามีความสุขน้อยลง สุขภาพของพวกเขาลดลงในช่วงต้นของชีวิต การทำงานของสมองของพวกเขาลดลงเร็วกว่า และพวกเขาจะมีอายุสั้นกว่าคนที่ไม่โดดเดี่ยว
605
And the sad fact is that at any given time, more than one in five Americans will report that they re lonely
และความจริงอันแสนเศร้าคือ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่จะมีชาวอเมริกันมากกว่าหนึ่งในห้า บอกว่าตนเองโดดเดี่ยว
Education
และความจริงที่น่าเศร้าก็คือ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ชาวอเมริกันมากกว่าหนึ่งในห้าจะรายงานว่าพวกเขาเหงา
606
And we know that you can be lonely in a crowdand you can be lonely in a marriage, so the second big lesson that we learnedis that it s not just the number of friends you have, and it s not whether or not you re in a committed relationship, but it s the quality of your close relationships that matters
และเราก็รู้ว่าคุณอาจรู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางผู้คนมากมายและคุณอาจรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางชีวิตคู่ดังนั้น ข้อคิดที่สอง ที่เราได้เรียนรู้คือ ไม่ใช่แค่จำนวนเพื่อนที่คุณมีและไม่ใช่แค่การมีความสัมพันธ์ที่จริงจังสิ่งสำคัญ คือ คุณภาพของความสัมพันธ์ใกล้ชิด
Education
และเรารู้ว่าคุณสามารถเหงาได้ท่ามกลางฝูงชน และคุณสามารถเหงาในชีวิตแต่งงานได้ ดังนั้นบทเรียนสำคัญประการที่สองที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ไม่ใช่แค่จำนวนเพื่อนที่คุณมี และไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มเพื่อนหรือไม่ ความสัมพันธ์ที่มุ่งมั่น แต่คุณภาพของความสัมพันธ์ใกล้ชิดของคุณเป็นสิ่งสำคัญ
607
It turns out that living in the midst of conflict is really bad for our health
เราพบว่าการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
Education
ปรากฎว่าการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนั้นไม่ดีต่อสุขภาพของเราจริงๆ
608
High conflict marriages, for example, without much affection, turn out to be very bad for our health, perhaps worse than getting divorced
เช่น ชีวิตแต่งงานที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และร้างความรักเป็นสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพของเรา อาจจะมากกว่าการหย่าร้างด้วยซ้ำไป
Education
การแต่งงานที่มีความขัดแย้งสูง เช่น การไม่มีความรักมากนัก กลับกลายเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเราอย่างมาก บางทีแย่กว่าการหย่าร้าง
609
And living in the midst of good, warm relationships is protective
และการมีชีวิตอยู่ท่ามกลาง ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นช่วยปกป้องเรา
Education
และการอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ดีและอบอุ่นก็เป็นสิ่งที่ปกป้อง
610
Once we had followed our men all the way into their 80s, we wanted to look back at them at midlifeand to see if we could predictwho was going to grow into a happy, healthy octogenarianand who wasn t
เมื่อเราศึกษากลุ่มตัวอย่าง จนกระทั่ง พวกเขาอยู่ในช่วงอายุ 80 ปีเราต้องการที่จะย้อนกลับไปดู ชีวิตวัยกลางคนของพวกเขาเพื่อดูว่าเราจะสามารถทำนายว่าใครจะกลายเป็นชายวัย 80 ที่สุขภาพดี มีความสุขและใครไม่เป็นเช่นนั้น
Education
เมื่อเราติดตามผู้ชายของเราไปจนถึงวัย 80 แล้ว เราอยากจะมองย้อนกลับไปดูพวกเขาในวัยกลางคน และดูว่าเราสามารถคาดเดาได้หรือไม่ว่าใครจะเติบโตเป็นวัยแปดสิบที่มีความสุขและมีสุขภาพดี
611
And when we gathered together everything we knew about themat age 50, it wasn t their middle age cholesterol levelsthat predicted how they were going to grow old
เมื่อเรารวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เรารู้ เกี่ยวกับพวกเขาตอนพวกเขาอายุ 50 ปีเราพบว่าระดับคอเลสเตอรอล ในช่วงวัยกลางคนไม่ได้บ่งบอกเลยว่า พวกเขาจะเป็นอย่างไรเมื่อแก่ตัวลง
Education
และเมื่อเรารวบรวมทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับคนวัย 50 ปี ระดับคอเลสเตอรอลในวัยกลางคนไม่ได้ทำนายว่าพวกเขาจะสูงวัยอย่างไร
612
It was how satisfied they were in their relationships
แต่กลับเป็นระดับความพึงพอใจของพวกเขา ต่อความสัมพันธ์ที่พวกเขามี
Education
พวกเขาพอใจในความสัมพันธ์มากแค่ไหน
613
The people who were the most satisfied in their relationships at age 50were the healthiest at age 80
ชายที่พอใจกับความสัมพันธ์ที่มีตอนอายุ 50เป็นชายที่แข็งแรงที่สุด ตอนอายุ 80
Education
ผู้ที่พึงพอใจในความสัมพันธ์มากที่สุดเมื่ออายุ 50 ปีคือผู้ที่มีสุขภาพดีที่สุดเมื่ออายุ 80 ปี
614
And good, close relationships seem to buffer usfrom some of the slings and arrows of getting old
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ดี ดูเหมือนจะช่วยปกป้องเราจากผลเสียของการแก่ชรา
Education
และความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดดูเหมือนจะกั้นเราจากความชรา
615
Our most happily partnered men and womenreported, in their 80s, that on the days when they had more physical pain, their mood stayed just as happy
ชายและหญิงที่ครองคู่กันอย่างมีความสุขบอกกับเรา เมื่ออายุ 80 ว่าในวันที่พวกเขาเจ็บปวดทางกายเป็นอย่างมากพวกเขายังคงมีความสุข
Education
ชายและหญิงที่อยู่คู่กันอย่างมีความสุขที่สุดของเรารายงานว่าในวัย 80 ของพวกเขาว่าในวันที่พวกเขามีความเจ็บปวดทางร่างกายมากขึ้น อารมณ์ของพวกเขาก็ยังมีความสุขเหมือนเดิม
616
But the people who were in unhappy relationships, on the days when they reported more physical pain, it was magnified by more emotional pain
แต่สำหรับคนที่มีความสัมพันธ์ ที่ไม่มีความสุขในวันที่เขาเจ็บปวดทางกายเป็นอย่างมากความเจ็บปวดจะทวีคูณ ด้วยความเจ็บปวดทางอารมณ์
Education
แต่คนที่มีความสัมพันธ์ไม่มีความสุขในวันที่พวกเขารายงานความเจ็บปวดทางกายมากขึ้นกลับถูกขยายด้วยความเจ็บปวดทางอารมณ์มากขึ้น
617
And the third big lesson that we learned about relationships and our healthis that good relationships don t just protect our bodies, they protect our brains
บทเรียนที่สาม ที่เราเรียนรู้ เกี่ยวกับความสัมพันธ์และสุขภาพของเราคือ ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่แค่ปกป้องสุขภาพเท่านั้นแต่ยังปกป้องสมองของเราด้วย
Education
และบทเรียนสำคัญข้อที่สามที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์และสุขภาพของเราก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีไม่เพียงแต่ปกป้องร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังปกป้องสมองของเราอีกด้วย
618
It turns out that being in a securely attached relationshipto another person in your 80s is protective, that the people who are in relationshipswhere they really feel they can count on the other person in times of need, those people s memories stay sharper longer
เราพบว่า การมีความสัมพันธ์ ที่แน่นแฟ้นและมั่นคงกับคนอีกคนในช่วงอายุ 80 เป็นสิ่งที่ปกป้องเราคนที่มีความสัมพันธ์ที่พวกเขารู้สึกว่า พึ่งพาอีกคนได้เมื่อต้องการมีความจำที่เฉียบคมเป็นระยะเวลานาน
Education
ปรากฎว่าการมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับบุคคลอื่นในวัย 80 ของคุณนั้นเป็นสิ่งที่ปกป้อง ผู้คนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาบุคคลอื่นได้ในยามจำเป็น ความทรงจำของคนเหล่านั้นจะคมชัดยิ่งขึ้นอีกต่อไป
619
And the people in relationshipswhere they feel they really can t count on the other one, those are the people who experience earlier memory decline
ส่วนคนที่มีความสัมพันธ์ที่พวกเขารู้สึกว่า ไม่สามารถพึ่งพาอีกคนได้กลับมีสภาวะความจำเสื่อมถอยเร็วกว่า
Education
และผู้คนในความสัมพันธ์ที่พวกเขารู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพาอีกคนหนึ่งได้จริงๆ คนเหล่านั้นคือคนที่ประสบปัญหาความจำเสื่อมก่อนหน้านี้
620
And those good relationships, they don t have to be smooth all the time
ความสัมพันธ์ที่ดีที่ว่านั้น ไม่จำเป็นต้องราบรื่นตลอดเวลา
Education
และความสัมพันธ์ที่ดีเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นต้องราบรื่นตลอดเวลา
621
Some of our octogenarian couples could bicker with each otherday in and day out, but as long as they felt that they could really count on the otherwhen the going got tough, those arguments didn t take a toll on their memories
คู่รักวัย 80 บางคู่ อาจจะทะเลาะไม่หยุดไม่หย่อนแต่ตราบเท่าที่พวกเขารู้สึกว่า สามารถพึ่งพากันได้เมื่อทุกอย่างแย่การทะเลาะกันไม่ได้มีผลต่อ ความจำของพวกเขาเลย
Education
คู่รักวัย 80 ของเราบางคู่อาจทะเลาะวิวาทกันวันแล้ววันเล่า แต่ตราบใดที่พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาอย่างอื่นได้จริงๆ เมื่อสถานการณ์ยากขึ้น การโต้เถียงเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลต่อความทรงจำของพวกเขา
622
So this message, that good, close relationships are good for our health and well being, this is wisdom that s as old as the hills
สิ่งที่เราต้องการจะบอก คือความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิด ดีต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีนี่เป็นความรู้ที่มีมานาน
Education
ดังนั้นข้อความนี้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดนั้นดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเรานี่คือภูมิปัญญาที่เก่าแก่เท่าภูเขา
623
Why is this so hard to get and so easy to ignore?Well, we re human
แล้วทำไมมันถึงทำได้ยาก และถูกลืมได้อย่างง่ายดายก็เพราะ เราเป็นมนุษย์
Education
ทำไมสิ่งนี้ถึงได้มายากและถูกเพิกเฉยได้ง่ายนัก เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
624
What we d really like is a quick fix, something we can getthat ll make our lives good and keep them that way
สิ่งที่เราชอบคือทางออกที่ง่ายและเร็วอะไรก็ได้ที่เราหามาได้ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดี และดีต่อไปเรื่อยๆ
Education
สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือการแก้ไขอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราสามารถทำได้ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นและรักษามันไว้อย่างนั้น
625
Relationships are messy and they re complicatedand the hard work of tending to family and friends, it s not sexy or glamorous
ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ยุ่งยาก และซับซ้อนและความยุ่งยาก ในการใส่ใจครอบครัวและเพื่อนก็ไม่น่าสนใจหรือดึงดูดใจเลย
Education
ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงและซับซ้อน และการทำงานหนักเพื่อดูแลครอบครัวและเพื่อนฝูง มันไม่เซ็กซี่หรือมีเสน่ห์เลย
626
It s also lifelong It never ends
มันเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดชีวิต ไม่มีวันจบสิ้น
Education
มันยังมีอยู่ตลอดชีวิต ไม่มีวันสิ้นสุด
627
The people in our 75 year study who were the happiest in retirementwere the people who had actively worked to replace workmates with new playmates
กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย 75 ปีของเรา ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตหลังเกษียณคือผู้ที่คอยแทนที่เพื่อนร่วมงาน ด้วยเพื่อนร่วมเล่นอยู่ตลอดเวลา
Education
คนในการศึกษา 75 ปีของเราที่มีความสุขที่สุดในวัยเกษียณคือคนที่ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อแทนที่เพื่อนร่วมงานด้วยเพื่อนเล่นคนใหม่
628
Just like the millennials in that recent survey, many of our men when they were starting out as young adultsreally believed that fame and wealth and high achievementwere what they needed to go after to have a good life
เหมือนกับคนวัย Millennials จากการสำรวจล่าสุดนั่นแหละครับชายหลายคนในงานวิจัยของเรา เมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็นหนุ่มวัยรุ่นเชื่อจริงๆ ว่า ชื่อเสียง ความร่ำรวย และการประสบความสำเร็จสูงสุดคือสิ่งที่พวกเขาต้องได้มา เพื่อการมีชีวิตที่ดี
Education
เช่นเดียวกับคนรุ่นมิลเลนเนียลในการสำรวจครั้งล่าสุด ผู้ชายของเราหลายคนเมื่อพวกเขาเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่รุ่นเยาว์เชื่อจริงๆ ว่าชื่อเสียง ความมั่งคั่ง และความสำเร็จอันสูงส่งคือสิ่งที่พวกเขาต้องไล่ตามเพื่อมีชีวิตที่ดี
629
But over and over, over these 75 years, our study has shownthat the people who fared the best were the people who leaned in to relationships, with family, with friends, with community
แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นแล้วว่าคนที่ประสบความสำเร็จที่สุด คือคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว เพื่อน และสังคมของเขา
Education
แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอด 75 ปีที่ผ่านมา การศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า คนที่ประสบสิ่งที่ดีที่สุด คือคนที่พึ่งพาความสัมพันธ์ กับครอบครัว กับเพื่อนฝูง กับชุมชน
630
So what about you?Let s say you re 25, or you re 40, or you re 60
แล้วคุณล่ะครับตอนนี้ คุณอาจจะอายุ 25 หรือ 40 หรือ 60
Education
แล้วคุณล่ะ สมมติว่าคุณอายุ 25 ปี หรือคุณอายุ 40 หรือคุณอายุ 60 ปี
631
What might leaning in to relationships even look like?Well, the possibilities are practically endless
การทุ่มให้กับความสัมพันธ์อย่างที่ว่านี่ ต้องทำอย่างไร?เป็นอะไรก็ครับ ความเป็นไปได้มีไม่สิ้นสุด
Education
การพึ่งพาความสัมพันธ์อาจมีลักษณะอย่างไร? ความเป็นไปได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด
632
It might be something as simple as replacing screen time with people timeor livening up a stale relationship by doing something new together, long walks or date nights, or reaching out to that family member who you haven t spoken to in years, because those all too common family feudstake a terrible tollon the people wh...
อาจจะเป็นอะไรง่ายๆ อย่างการ จัดสรรเวลาให้กับพวกเขาหรือการทำให้ความสัมพันธ์ที่น่าเบื่อ สดใสขึ้นด้วยการทำกิจกรรมใหม่ๆ ด้วยกันการเดินด้วยกัน หรือการออกเดทหรือการติดต่อคนในครอบครัว ที่คุณไม่ได้คุยด้วยเป็นเวลานานเพราะความบาดหมางธรรมดาๆ ในครอบครัวอาจส่งผลเสียร้ายแรงกับผู้ที่มีความแค้นฝังใจอยู่
Education
อาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น การแทนที่เวลาอยู่หน้าจอด้วยเวลาของผู้คน หรือทำให้ความสัมพันธ์เก่าๆ มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการทำอะไรใหม่ๆ ด้วยกัน เดินเล่นนานๆ หรือออกเดตตอนกลางคืน หรือติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวที่คุณไม่ได้คุยด้วยมานานหลายปี เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็เช่นกัน ความบาดหมางในครอบครัวร่วมกันสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับผ...
633
I d like to close with a quote from Mark Twain
ผมอยากจะทิ้งท้ายด้วยคำพูด ของ Mark Twain
Education
ฉันอยากจะปิดท้ายด้วยคำพูดของ Mark Twain
634
More than a century ago, he was looking back on his life, and he wrote this There isn t time, so brief is life, for bickerings, apologies, heartburnings, callings to account
หลายศตวรรษก่อนMark Twain ได้มองย้อนกลับไปในชีวิตของเขาและได้เขียนสิ่งนี้ขึ้นครับ ชีวิตสั้นนัก จนไม่มีเวลาสำหรับการทะเลาะ การขอโทษ การอิจฉาริษยา และการต่อว่า
Education
กว่าศตวรรษที่ผ่านมา เขามองย้อนกลับไปในชีวิตของเขา และเขาเขียนไว้ว่า ไม่มีเวลา ชีวิตช่างสั้นนัก สำหรับการทะเลาะวิวาท การขอโทษ ความอิจฉาริษยา การเรียกร้องเพื่อชดใช้
635
There is only time for loving, and but an instant, so to speak, for that The good life is built with good relationships
มีเพียงเวลาเพื่อรักและจะว่าไปแล้ว ก็แสนสั้นเช่นกัน ชีวิตที่ดีเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ดี
Education
มีเวลาสำหรับความรักเท่านั้น แต่มีเวลาเพียงชั่วครู่เท่านั้น ชีวิตที่ดีนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยความสัมพันธ์ที่ดี
636
Thank you
ขอบคุณครับ
Education
ขอบคุณ
637
null
null
Education
null
638
All right, I want to see a show of hands how many of you have unfriended someone on Facebookbecause they said something offensive about politics or religion, childcare, food? And how many of you know at least one person that you avoidbecause you just don t want to talk to them? You know, it used to be that in order to ...
เอาละค่ะ ฉันอยากจะขอให้ยกมือหน่อยมีใครบ้างที่เลิกเป็นเพื่อน กับใครสักคนบนเฟสบุ๊ก ด้วยเหตุที่พวกเขาชอบพูดโจมตี การเมืองหรือศาสนาการดูแลเด็ก หรือแม้แต่อาหารบ้างไหมคะ แล้วมีกี่ท่านที่คอยหลบเลี่ยง คนรู้จักอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่เพียงเพราะคุณไม่อยากคุยกับเขา ทราบไหมคะ เมื่อก่อน เพื่อจะมีการสนทนาอย่างสุภาพเราก็แค่ทำตามคำแนะนำข...
Education
เอาล่ะ ฉันอยากเห็นการยกมือ ว่ามีกี่คนที่เลิกเป็นเพื่อนกับใครใน Facebook เพราะพวกเขาพูดจาหยาบคายเกี่ยวกับการเมือง ศาสนา การดูแลเด็ก อาหาร? และมีกี่คนที่รู้จักคนอย่างน้อยหนึ่งคนที่คุณหลีกเลี่ยงเพราะคุณไม่อยากคุยกับพวกเขา? คุณรู้ไหมว่าเมื่อก่อนเพื่อที่จะพูดคุยอย่างสุภาพ เราแค่ต้องทำตามคำแนะนำของ Henry Higgins ใน My Fair L...
639
But these days, with climate change and anti vaxxing, those subjects are not safe either
ทว่าทุกวันนี้ จากการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศและการต่อต้านการฉีดวัคซีน เรื่องพวกนั้นก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน
Education
แต่ทุกวันนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการต่อต้าน Vaxxing อาสาสมัครเหล่านั้นก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน
640
So this world that we live in, this world in which every conversationhas the potential to devolve into an argument, where our politicians can t speak to one anotherand where even the most trivial of issueshave someone fighting both passionately for it and against it, it s not normal
ดังนั้น โลกใบนี้ที่พวกเราอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ ที่ซึ่งทุก ๆ การสนทนาสามารถกลายเป็นการโต้เถียงได้โลกที่นักการเมืองไม่สามารถพูดคุยกันเองได้โลกที่แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ก็ยังมีคนคิดจะสู้กันทั้งสู้เพื่อมัน และเพื่อล้มล้างมัน อย่างแรงกล้า นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ
Education
ดังนั้นโลกนี้ที่เราอาศัยอยู่ โลกนี้ที่ทุกการสนทนามีศักยภาพที่จะกลายเป็นข้อโต้แย้ง ที่ซึ่งนักการเมืองของเราไม่สามารถพูดคุยกัน และที่ซึ่งแม้แต่ปัญหาเล็กน้อยที่สุดก็ยังมีคนต่อสู้ทั้งด้วยความกระตือรือร้นและต่อต้านมัน ไม่ธรรมดา
641
Pew Research did a study of 10, 000 American adults, and they found that at this moment, we are more polarized, we are more divided, than we ever have been in history
ศูนย์วิจัยพิว ได้ทำการศึกษา ผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 10, 000 คนและพบว่า ในเวลานี้ เรามีการแบ่งขั้วอำนาจกันมากขึ้นเราแตกแยกกันมากขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์
Education
Pew Research ได้ทำการศึกษาผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 10,000 คน และพวกเขาพบว่าในขณะนี้ เรามีการแบ่งขั้วมากขึ้น เราแตกแยกมากขึ้น มากกว่าที่เราเคยมีในประวัติศาสตร์
642
We re less likely to compromise, which means we re not listening to each other
เรามีแนวโน้มประนีประนอมกันน้อยลงซึ่งหมายความว่า เราไม่รับฟังกันและกันเลย
Education
เรามีแนวโน้มที่จะประนีประนอมน้อยลง ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่ฟังซึ่งกันและกัน
643
And we make decisions about where to live, who to marry and even who our friends are going to be, based on what we already believe
และเราตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ไหนจะแต่งงานกับใครดี และคนที่เราจะคบเป็นเพื่อนด้วยโดยขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเชื่อแต่เดิม
Education
และเราตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ไหน จะแต่งงานกับใคร และแม้แต่เพื่อนของเราจะเป็นใคร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว
644
Again, that means we re not listening to each other
อีกครั้ง ที่มันส่อให้เห็นว่า เราไม่รับฟังกันและกันเลย
Education
อีกครั้งนั่นหมายความว่าเราไม่ได้ฟังซึ่งกันและกัน
645
A conversation requires a balance between talking and listening, and somewhere along the way, we lost that balance
การสนทนาต้องการความสมดุล ระหว่างการพูดและการฟังและเราก็เสียสมดุลนั้นไป ในระหว่างการสนทนา
Education
การสนทนาจำเป็นต้องมีความสมดุลระหว่างการพูดคุยและการฟัง และจุดใดจุดหนึ่งระหว่างทาง เราก็สูญเสียความสมดุลนั้นไป
646
Now, part of that is due to technology
ค่ะ ส่วนหนึ่งเกิดจากเทคโนโลยี
Education
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยี
647
The smartphones that you all either have in your handsor close enough that you could grab them really quickly
สมาร์ทโฟนที่ทุกคนถืออยู่ในมือหรือเอาไว้ใกล้ตัวที่สุดเพื่อจะได้ หยิบออกมาได้เร็ว ๆ
Education
สมาร์ทโฟนที่คุณทุกคนมีอยู่ในมือหรืออยู่ใกล้พอที่จะคว้าได้อย่างรวดเร็ว
648
According to Pew Research, about a third of American teenagers send more than a hundred texts a day
ตามผลการศึกษาของสถาบันพิววัยรุ่นชาวอเมริกันประมาณหนึ่งในสาม ส่งข้อความกว่า 100 ข้อความต่อวัน
Education
จากข้อมูลของ Pew Research วัยรุ่นอเมริกันประมาณหนึ่งในสามส่งข้อความมากกว่าร้อยข้อความต่อวัน
649
And many of them, almost most of them, are more likely to text their friendsthan they are to talk to them face to face
หลาย ๆ คน ซึ่งแทบทุกคน มักส่งข้อความหาเพื่อนมากกว่าจะคุยกับเพื่อนแบบต่อหน้า
Education
และหลายคนซึ่งเกือบส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะส่งข้อความถึงเพื่อนมากกว่าการพูดคุยแบบเห็นหน้ากัน
650
There s this great piece in The Atlantic
มีหนึ่งบทความชิ้นเอกจาก นิตยสาร The Atlantic
Education
มีผลงานที่ยอดเยี่ยมชิ้นนี้ใน The Atlantic
651
It was written by a high school teacher named Paul Barnwell
เขียนขึ้นโดยครูชั้นมัธยมปลาย ชื่อ พอล บาร์นเวลล์
Education
เขียนโดยครูโรงเรียนมัธยมชื่อ Paul Barnwell
652
And he gave his kids a communication project
เขาให้นักเรียนทำโครงการเกี่ยวกับการสื่อสาร
Education
และเขาได้มอบโครงการสื่อสารให้ลูกๆ ของเขา
653
He wanted to teach them how to speak on a specific subject without using notes
เขาต้องการสอนให้เด็กรู้จัก การพูดในหัวข้อเฉพาะโดยไม่ต้องดูกระดาษจด
Education
เขาต้องการสอนพวกเขาให้พูดในหัวข้อเฉพาะโดยไม่ต้องใช้โน้ต
654
And he said this I came to realize I came to realize that conversational competencemight be the single most overlooked skill we fail to teach
เขากล่าวว่า ผมได้ตระหนักว่า ผมได้ตระหนักว่า ความสามารถในการสนทนาอาจเป็นทักษะเดียวที่ถูกมองข้ามมากที่สุด และเราล้มเหลวที่จะสอน
Education
และเขาพูดอย่างนี้ ฉันตระหนักได้ว่า ทักษะการสนทนาอาจเป็นทักษะเดียวที่ถูกมองข้ามมากที่สุดที่เราไม่สามารถสอนได้
655
Kids spend hours each day engaging with ideas and each other through screens, but rarely do they have an opportunityto hone their interpersonal communications skills
เด็ก ๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน จดจ่อกับความคิดและผู้คนทางหน้าจอแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสฝึกฝนทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล
Education
เด็กๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อมีส่วนร่วมกับไอเดียต่างๆ และพูดคุยกันผ่านทางหน้าจอ แต่แทบจะไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล
656
It might sound like a funny question, but we have to ask ourselves Is there any 21st century skillmore important than being able to sustain coherent, confident conversation? Now, I make my living talking to people Nobel Prize winners, truck drivers, billionaires, kindergarten teachers, heads of state, plumbers
มันอาจเป็นคำถามที่ฟังดูแปลก ๆ แต่เราต้องถามตัวเองว่ายังมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างไหนจะสำคัญไปกว่า การประคองบทสนทนา ให้สอดคล้องและมีความมั่นใจได้อีกล่ะฉันมีอาชีพที่ต้องพูดคุยกับบุคคลต่าง ๆผู้ได้รับรางวัลโนเบล, คนขับรถบรรทุก, เศรษฐีพันล้าน, คุณครูอนุบาล, ประมุขของรัฐ, ช่างประปา
Education
อาจฟังดูเป็นคำถามตลกๆ แต่เราต้องถามตัวเองว่า มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญกว่าความสามารถในการรักษาการสนทนาที่สอดคล้องและมั่นใจหรือไม่? ตอนนี้ ฉันหาเลี้ยงชีพด้วยการพูดคุยกับผู้คนที่ได้รับรางวัลโนเบล คนขับรถบรรทุก มหาเศรษฐี ครูอนุบาล ประมุขแห่งรัฐ ช่างประปา
657
I talk to people that I like I talk to people that I don’t like
ฉันได้พูดคุยกับคนที่ฉันชอบ และได้พูดคุยกับคนที่ฉันไม่ชอบ
Education
ฉันคุยกับคนที่ฉันชอบ ฉันคุยกับคนที่ฉันไม่ชอบ
658
I talk to some people that I disagree with deeply on a personal level
ฉันได้พูดคุยกับคนบางคน ที่ฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเป็นการส่วนตัว
Education
ฉันพูดคุยกับบางคนซึ่งฉันไม่เห็นด้วยอย่างลึกซึ้งในระดับส่วนตัว
659
But I still have a great conversation with them
แต่ฉันก็ยังมีบทสนทนาเยื่ยม ๆ กับพวกเขาได้
Education
แต่ฉันยังคงมีการสนทนาที่ดีกับพวกเขา
660
So I d like to spend the next 10 minutes or so teaching you how to talkand how to listen
ดังนั้น ฉันจึงอยากจะใช้ 10 นาทีต่อจากนี้ สอนพวกคุณเรื่องวิธีการพูดและวิธีการรับฟัง
Education
ฉันอยากจะใช้เวลาประมาณ 10 นาทีต่อจากนี้เพื่อสอนวิธีพูดและการฟัง
661
Many of you have already heard a lot of advice on this, things like look the person in the eye, think of interesting topics to discuss in advance, look, nod and smile to show that you re paying attention, repeat back what you just heard or summarize it
หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำหลายอย่าง ในเรื่องนี้กันมาบ้างแล้วนะคะอย่างเช่น ให้สบตาคู่สนทนาคิดหัวข้อที่น่าสนใจในการพูดคุยเอาไว้ล่วงหน้ามอง, พยักหน้า, และยิ้ม เพื่อแสดงว่าคุณกำลังสนใจพูดทวนสิ่งที่ได้ยิน หรือรวบประเด็น
Education
หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำแนะนำเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เช่น การสบตาคน คิดหัวข้อที่น่าสนใจที่จะพูดคุยล่วงหน้า การมอง พยักหน้า และยิ้มเพื่อแสดงว่าคุณใส่ใจ ทวนสิ่งที่คุณเพิ่งได้ยิน หรือสรุปมัน
662
So I want you to forget all of that
แต่ฉันอยากให้คุณลืมมันไปให้หมด
Education
ดังนั้นฉันอยากให้คุณลืมมันทั้งหมด
663
It is crap
เพราะมันไร้ประโยชน์สิ้นดี
Education
มันเป็นอึ
664
There is no reason to learn how to show you re paying attentionif you are in fact paying attention
ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเรียนรู้ เพื่อแสดงความสนใจหากว่าคุณกำลังสนใจอยู่จริง ๆ
Education
ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเรียนรู้วิธีแสดงความสนใจหากคุณให้ความสนใจจริงๆ
665
Now, I actually use the exact same skills as a professional interviewerthat I do in regular life
ฉันใช้ทักษะเดียวกันนี้ ในการเป็นนักสัมภาษณ์มืออาชีพที่ฉันใช้ในชีวิตประจำวัน
Education
ตอนนี้ จริงๆ แล้ว ฉันใช้ทักษะเดียวกับผู้สัมภาษณ์มืออาชีพที่ฉันทำในชีวิตปกติทุกประการ
666
So, I m going to teach you how to interview people, and that s actually going to help you learn how to be better conversationalists
ดังนั้น ฉันจะสอนคุณ ถึงวิธีการสัมภาษณ์คนและนั่นจะช่วยให้คุณเรียนรู้ การจะเป็นนักสนทนาชั้นเลิศได้
Education
ฉันจะสอนวิธีสัมภาษณ์ผู้คน และนั่นจะช่วยให้คุณเรียนรู้วิธีเป็นนักสนทนาที่ดีขึ้นได้
667
Learn to have a conversationwithout wasting your time, without getting bored, and, please God, without offending anybody
เรียนรู้ที่จะมีการสนทนาโดยไม่ทำให้คุณเสียเวลา, ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ, และ ได้โปรดเถอะ โดยไม่ทำให้ใครโมโหคุณ
Education
เรียนรู้ที่จะสนทนาโดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่เบื่อ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า โดยไม่ทำให้ใครขุ่นเคือง
668
We ve all had really great conversations
เราต่างก็เคยมีการสนทนา ที่เยี่ยมยอดด้วยกันทั้งสิ้น
Education
เราทุกคนมีบทสนทนาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
669
We ve had them before We know what it s like
เราเคยมีมันมาก่อน เรารู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร
Education
เราเคยมีมันมาก่อน เรารู้ว่ามันเป็นอย่างไร
670
The kind of conversation where you walk away feeling engaged and inspired, or where you feel like you ve made a real connectionor you ve been perfectly understood
การสนทนาที่จบลงด้วย ความรู้สึกตราตรึงและมีแรงบันดาลใจทำให้รู้สึกว่า คุณได้สร้างความสัมพันธ์อย่างแท้จริงหรือคุณเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้
Education
บทสนทนาประเภทที่คุณเดินจากไปโดยรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นแรงบันดาลใจ หรือเมื่อคุณรู้สึกว่าคุณได้เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง ซึ่งคุณเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
671
There is no reasonwhy most of your interactions can t be like that
มันไม่มีเหตุผลว่าทำไมการโต้ตอบส่วนใหญ่ของคุณ จะเป็นอย่างนั้นบ้างไม่ได้
Education
ไม่มีเหตุผลว่าทำไมปฏิสัมพันธ์ส่วนใหญ่ของคุณจึงไม่เป็นเช่นนั้น
672
So I have 10 basic rules I m going to walk you through all of them, but honestly, if you just choose one of them and master it, you ll already enjoy better conversations
ฉันมีกฎง่าย ๆ อยู่ 10 ข้อ ฉันจะถ่ายทอดให้คุณฟังทุกข้อแต่อันที่จริง ถ้าคุณเลือกมาสักข้อหนึ่ง และฝึกใช้จนชำนาญเพียงเท่านี้ คุณก็จะได้เพลิดเพลินไปกับ บทสนทนาดี ๆ แล้ว
Education
ฉันมีกฎพื้นฐาน 10 ข้อที่ฉันจะอธิบายให้คุณทราบทั้งหมด แต่จริงๆ แล้ว หากคุณเลือกกฎข้อใดข้อหนึ่งและเชี่ยวชาญ คุณจะสนุกกับการสนทนาได้ดีขึ้นแล้ว
673
Number one Don t multitask
ข้อแรก อย่าทำหลายอย่างไปพร้อมกัน
Education
ประการที่หนึ่ง อย่าทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
674
And I don t mean just set down your cell phoneor your tablet or your car keys or whatever is in your hand
และฉันไม่ได้หมายความแค่วางโทรศัพท์วางแท็บเล็ต วางกุญแจรถ หรือวางอะไรก็ตามที่คุณถืออยู่ในมือ
Education
และฉันไม่ได้หมายถึงแค่วางโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต กุญแจรถ หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในมือคุณลง
675
I mean, be present
ฉันหมายความว่า ให้อยู่กับปัจจุบัน
Education
ฉันหมายถึงอยู่ด้วย
676
Be in that moment
อยู่กับ ณ ขณะนั้น
Education
อยู่ในช่วงเวลานั้น
677
Don t think about your argument you had with your boss
ไม่คิดถึงเรื่องที่คุณเถียงกับเจ้านาย
Education
อย่าคิดถึงการโต้เถียงที่คุณมีกับเจ้านายของคุณ
678
Don t think about what you re going to have for dinner
ไม่คิดว่าตอนเย็นจะกินอะไรดี
Education
อย่าคิดว่ามื้อเย็นคุณจะทานอะไร
679
If you want to get out of the conversation, get out of the conversation, but don t be half in it and half out of it
ถ้าคุณไม่อยากจะคุยคุณก็ไม่ต้องคุยแต่อย่าคุยแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ
Education
หากคุณต้องการออกจากการสนทนา จงออกจากการสนทนา แต่อย่าครึ่งบทสนทนาและครึ่งบทสนทนา
680
Number two Don t pontificate
ข้อสอง อย่าวิจารณ์
Education
ข้อสอง อย่าเป็นสังฆราช
681
If you want to state your opinionwithout any opportunity for response or argument or pushback or growth, write a blog
ถ้าคุณอยากแสดงความเห็นโดยที่ไม่ต้องการการตอบกลับ การโต้แย้ง ท้วงติงหรือการพัฒนาใด ๆคุณไปเขียนบล็อกเถอะค่ะ
Education
หากคุณต้องการแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีโอกาสตอบโต้ โต้แย้ง ตอบโต้ หรือเติบโต เขียนบล็อก
682
Now, there s a really good reason why I don t allow pundits on my show Because they re really boring
มีเหตุผลที่ฟังขึ้นว่า ทำไมฉันจึงไม่ยอม ให้ผู้เชี่ยวชาญมาเข้าร่วมการพูดของฉันก็เพราะพวกเขาน่าเบื่อไงคะ
Education
ตอนนี้ มีเหตุผลที่ดีจริงๆ ว่าทำไมฉันถึงไม่อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญมาแสดง เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ
683
If they re conservative, they re going to hate Obama and food stamps and abortion
ถ้าเขาเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ก็จะเกลียดโอบามา แสตมป์แลกอาหาร และการทำแท้ง
Education
หากพวกเขาอนุรักษ์นิยม พวกเขาจะเกลียดโอบามา รวมถึงแสตมป์อาหารและการทำแท้ง
684
If they re liberal, they re going to hatebig banks and oil corporations and Dick Cheney
ถ้าเขาเป็นพวกเสรีนิยม เขาก็จะเกลียดธนาคารยักษ์ใหญ่ บริษัทน้ำมัน และ ดิก เชนีย์
Education
หากพวกเขายังเสรีนิยม พวกเขาจะเกลียดธนาคารใหญ่ๆ และบริษัทน้ำมัน และดิค เชนีย์ อีกครั้ง
685
Totally predictable
เดาไว้ได้เลย
Education
คาดเดาได้โดยสิ้นเชิง
686
And you don t want to be like that
และคุณคงไม่ต้องการจะเป็นอย่างนั้น
Education
และคุณไม่ต้องการที่จะเป็นเช่นนั้น
687
You need to enter every conversation assuming that you have something to learn
คุณต้องร่วมสนทนา โดยคิดเสียว่าคุณกำลังเรียนรู้อะไรสักอย่าง
Education
คุณต้องเข้าสู่ทุกการสนทนาโดยสมมติว่าคุณมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้
688
The famed therapist M Scott Peck saidthat true listening requires a setting aside of oneself
เอ็ม สก๊อต เพ็คค์ นักบำบัดชื่อดัง เคยกล่าวว่า การฟังที่แท้จริง จำเป็นต้องเก็บใจไว้
Education
เอ็ม สก็อตต์ เพ็ค นักบำบัดชื่อดังกล่าวว่าการฟังอย่างแท้จริงต้องละทิ้งตนเอง
689
And sometimes that means setting aside your personal opinion
และบางทีก็หมายถึง ยอมสละความคิดเห็นส่วนตัวไปด้วย
Education
และบางครั้งนั่นหมายถึงการละทิ้งความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ
690
He said that sensing this acceptance, the speaker will become less and less vulnerableand more and more likely to open up the inner recessesof his or her mind to the listener
เขากล่าวว่า การได้สัมผัสถึงการยอมรับเช่นนี้ผู้พูดก็จะเริ่มรู้สึกอ่อนไหวน้อยลงไปและยิ่งมีโอกาสที่จะเปิดเผยความในใจของเขาหรือเธอให้แก่ผู้ฟัง
Education
เขากล่าวว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงการยอมรับนี้ ผู้พูดก็จะมีความเสี่ยงน้อยลงเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะเปิดช่องว่างภายในจิตใจของเขาหรือเธอให้ผู้ฟังมากขึ้นเรื่อยๆ
691
Again, assume that you have something to learn
ขอย้ำอีกครั้งนะคะ จงคิดเสียว่า คุณกำลังเรียนรู้อะไรสักอย่าง
Education
ขอย้ำอีกครั้งว่าคุณมีบางอย่างที่ต้องเรียนรู้
692
Bill Everyone you will ever meet knows something that you don t I put it this way Everybody is an expert in something
บิลล์ ไนย์ ทุกคนที่คุณเจอ ล้วนรู้ในบางสิ่งที่คุณไม่เคยรู้ ฉันขอพูดอย่างนี้ว่า ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญในบางสิ่ง
Education
Bill ทุกคนที่คุณเคยพบย่อมรู้อะไรบางอย่างที่คุณไม่เคยพูดแบบนี้ ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญในบางสิ่งบางอย่าง
693
Number three Use open ended questions
ข้อสาม ใช้คำถามปลายเปิด
Education
ข้อสาม ใช้คำถามปลายเปิด
694
In this case, take a cue from journalists
ในกรณีนี้ ให้เอาอย่างนักข่าว
Education
ในกรณีนี้ ให้ฟังข้อมูลจากนักข่าว
695
Start your questions with who, what, when, where, why or how
ขึ้นต้นคำถามด้วย ใคร, อะไร, เมื่อไหร่, ที่ไหน, ทำไม หรือ อย่างไร
Education
เริ่มคำถามด้วยว่า ใคร อะไร เมื่อใด ที่ไหน ทำไม หรืออย่างไร
696
If you put in a complicated question, you re going to get a simple answer out
ถ้าคุณใช้คำถามที่ซับซ้อน คุณก็จะได้คำตอบเรียบ ๆ
Education
หากคุณตั้งคำถามที่ซับซ้อน คุณจะได้คำตอบง่ายๆ
697
If I ask you, Were you terrified? you re going to respond to the most powerful word in that sentence, which is terrified, and the answer is Yes, I was or No, I wasn t Were you angry? Yes, I was very angry Let them describe it They re the ones that know
ถ้าฉันถามคุณว่า คุณกลัวหรือเปล่า คุณก็จะตอบกลับด้วยคำพูด ที่หนักแน่นมากที่สุดในประโยคนั้นคือคำว่า หวาดกลัว และคำตอบคือ ใช่ ฉันกลัว กับ ไม่ ฉันไม่กลัว คุณโกรธเหรอ ใช่ ฉันโกรธมาก ให้เขาได้บรรยายออกมา เพราะเขารู้ดีกว่าใคร
Education
ถ้าฉันถามคุณว่าคุณกลัวไหม? คุณจะตอบสนองต่อคำที่ทรงพลังที่สุดในประโยคนั้นซึ่งน่าสะพรึงกลัวและคำตอบคือ ใช่ ฉันเป็น หรือ ไม่ใช่ ฉันไม่ได้โกรธเหรอ? ใช่ ฉันโกรธมาก ปล่อยให้พวกเขาบรรยายซะ พวกเขาคือคนที่รู้
698
Try asking them things like, What was that like? How did that feel? Because then they might have to stop for a moment and think about it, and you re going to get a much more interesting response
ลองใช้คำถาม เช่น เป็นอย่างไรบ้าง คุณรู้สึกอย่างไร เพราะต่อจากนั้น พวกเขาอาจหยุดคิดทบทวนดูสักครู่และคุณจะได้คำตอบที่น่าสนใจ กว่าเดิมขึ้นเยอะเลย
Education
ลองถามพวกเขาประมาณว่า เป็นยังไงบ้าง? รู้สึกอย่างไร? เพราะงั้นพวกเขาอาจจะต้องหยุดสักพักแล้วคิดดู แล้วคุณจะได้รับคำตอบที่น่าสนใจกว่านี้มาก
699
Number four Go with the flow
ข้อสี่ ไหลตามน้ำไป
Education
ข้อสี่ ไปตามกระแส